ความสัมพันธ์ทวิภาคี

กว่า 65 ปีของมิตรภาพและความร่วมมือระหว่างลักเซมเบิร์กและไทย

ความสัมพันธ์ระหว่างลักเซมเบิร์กและไทยดำเนินไปอย่างราบรื่น หลากหลายและแน่นแฟ้นมาอย่างยาวนาน ในปี พ.ศ. 2567 ทั้งสองประเทศได้ฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตครบรอบ 65 ปี สะท้อนถึงการดำเนินความร่วมมืออย่างสร้างสรรค์ระหว่างสองประเทศและสองราชวงษ์มานานกว่าหกทศวรรษ

การเสด็จพระราชดำเนินเยือนลักเซมเบิร์กอย่างเป็นทางการของพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในปี พ.ศ. 2503 เป็นเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ระหว่างสองประเทศ

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาความเป็นหุ้นส่วนระหว่างสองประเทศได้ขยายขอบเขตในหลากหลายด้าน ทั้งความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ความเชื่อมโยงทางการเงิน ความร่วมมือทางวิชาการ ตลอดจนถึงการติดต่อระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ การเปิดทำการของสถานเอกอัครราชทูตลักเซมเบิร์ก ณ กรุงเทพ ในปี พ.ศ.2550 แสดงถึงความตั้งใจของลักเซมเบิร์กในการพัฒนาความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับประเทศไทย

การแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงระหว่างสองประเทศมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมการหารือทางการเมืองและความร่วมมือทางเศรษฐกิจให้แน่นแฟ้น เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2567 รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศลักเซมเบิร์ก นายซาวีเยร์ เบตแตล ได้เดินทางเยือนประเทศไทย ในโอกาสที่ทั้งสองประเทศเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตครบรอบ 65 ปี การเยือนในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกระชับและขยายความร่วมมือทวิภาคีในด้านต่างๆ อาทิ การค้า บริการทางการเงิน เทคโนโลยีทางการเงิน และการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2568 สถานเอกอัครราชทูตลักเซมเบิร์กได้จัดงานเลี้ยงรับรองเฉลิมฉลองในโอกาสพระราชพิธีเสด็จขึ้นครองราชย์ของแกรนด์ดยุคกีโยมแห่งราชรัฐลักเซมเบิร์ก ที่ทำเนียบเอกอัครราชทูตฯ ณ กรุงเทพมหานคร

 

การติดต่อระหว่างประชาชนยังถือเป็นปัจจัยสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ มีชาวลักเซมเบิร์กกว่า 5,000 คน เดินทางเยือนประเทศไทยในปีพ.ศ. 2567 สำหรับข้อมูลการทะเบียนประชากรนั้น ณ วันที่ 1 มกราคม 2568 มีชาวไทยลงทะเบียนพำนักในลักเซมเบิร์กจำนวน 492 คน  และมีชาวลักเซมเบิร์กจำนวนเกือบ 200 คนได้ลงทะเบียนพำนักในประเทศไทยกับสถานทูตลักเซมเบิร์ก ณ กรุงเทพมหานคร

ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการเงิน

ลักเซมเบิร์กและไทยต่างเป็นคู่ค้าและหุ้นส่วนการลงทุนที่สำคัญต่อกัน ทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและความเชื่อมโยงทางการเงินที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ลักเซมเบิร์กยังคงมีสัดส่วนการลงทุนที่สำคัญในประเทศไทย ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า ยอดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ของลักเซมเบิร์กมีมูลค่าถึง 990 ล้านยูโรในปี 2567 ส่งผลให้ลักเซมเบิร์กเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่อันดับที่ 5 จากยุโรปในประเทศไทย

มีบริษัทลักเซมเบิร์กจำนวนหลายบริษัทที่มีบทบาทสำคัญในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคส่วนโลจิสติกส์ การผลิต การเงิน และการบริการด้านสุขภาพ บริษัทเหล่านี้มีส่วนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยผ่านการสนับสนุนการจ้างงาน การกระตุ้นการลงทุน และการส่งเสริมความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมหลักเหล่านี้ ในขณะเดียวกัน บริษัทรายใหญ่ของไทยก็ได้เข้าไปลงทุนในลักเซมเบิร์กด้วยเช่นกัน

พันธกิจของสถานเอกอัครราชทูตคือการสนับสนุนสายสัมพันธ์ที่มีอยู่เดิมและต่อยอดความสัมพันธ์ทางการค้าให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเพื่อประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมของทั้งสองประเทศ

ลักเซมเบิร์กเป็นศูนย์กลางทางการเงินชั้นนำระดับโลก และทำหน้าที่เป็นประตูสู่ตลาดทางการเงินระหว่างประเทศ โดยเปิดโอกาสให้นักลงทุนทั้งชาวไทยและเอเชียสามารถเข้าถึงความหลากหลาย โครงสร้างการลงทุนข้ามพรมแดน ตลอดจนทางโซลูชันทางการเงินเพื่อความยั่งยืน

ประเทศไทยได้ไว้วางใจลักเซมเบิร์กอย่างต่อเนื่องสำหรับการจดทะเบียนตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืนที่เป็นโครงการเรือธงสำคัญของประเทศในระดับสากล เมื่อปี พ.ศ. 2564 ประเทศไทยได้นำพันธบัตรเพื่อความยั่งยืนที่ออกโดยกระทรวงการคลัง มูลค่า 50 พันล้านบาท (1.3 พันล้านยูโร) เข้าจดทะเบียนในลักเซมเบิร์ก และในปีพ.ศ. 2568 ประเทศไทยได้นำพันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืน (SLB) ฉบับแรกของประเทศ มูลค่า 30 พันล้านบาท (800 ล้านยูโร) เข้าจดทะเบียนที่ตลาดหลักทรัพย์ลักเซมเบิร์กอีกครั้ง

ความสัมพันธ์ทางวิชาการ

อีกหนึ่งก้าวสำคัญคือการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยการวิจัยและพัฒนาในสาขาอิเล็กทรอนิกส์ ไอที โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของการเสริมสร้างความร่วมมือด้านการวิจัยระหว่างลักเซมเบิร์กและไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น บันทึกความเข้าใจระหว่างมหาวิทยาลัยลักเซมเบิร์กและศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ส่งเสริมให้เกิดงานวิจัยร่วม การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และความร่วมมือทางเทคโนโลยีระหว่างทั้งสองประเทศ

ด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ สถาบันวิจัย สถาบันอุดมศึกษา กลุ่มสตาร์ทอัพ และหน่วยงานภาครัฐ ลักเซมเบิร์กและไทยกำลังร่วมกันสร้างพันธมิตรที่เปี่ยมด้วยมูลค่าเพิ่มซึ่งมีส่วนช่วยขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และความมั่งคั่งรุ่งเรืองในระยะยาว

เรือรักษ์คาแนล (LuxCanal)

อีกหนึ่งตัวอย่างของความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมคือโครงการเรือรักษ์คาแนล (LuxCanal) โครงการตัวอย่างที่ตั้งใจทำเพื่อการทำความสะอาดลำคลองในกรุงเทพมหานคร โครงการนี้ใช้นวัตกรรมเรือพลังงานแสงอาทิตย์ ออกแบบโดย นายโคลด เพติ้ด นักออกแบบเรือชาวลักเซมเบิร์ก เพื่อจัดเก็บขยะที่อุดตันตามลำคลองสายสำคัญ ซึ่งจะช่วยพัฒนาคุณภาพน้ำและสิ่งแวดล้อมของเมือง ควบคู่ไปกับการสร้างความตระหนักรู้ในประเด็นเรื่องมลพิษจากพลาสติกและการพัฒนาที่ยั่งยืน